Saturday, 20 October 2018

ทริปไกล ยาวๆ ไป แม่ฮ่องสอน

จากการเตรียมตัว และเตรียมความพร้อมของ WildTrak 2.0 Bi-Turbo และเข้าติดตั้ง ตัวป้องกันสายพาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เราก็ได้เวลาเดินทางยาว ๆ กัน

ทริปนี้เริ่มจาก กทม. ไปจนถึง แม่ฮ่องสอน โดยแบ่งการเดินทางเป็น 2 ช่วงคือ กทม. ไป เชียงใหม่ และจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอน

เส้นทาง กทม. ไป เชียงใหม่ ก็ใช้เส้นทางปกติ


เหตุผลที่ต้องแวะเชียงใหม่ก็ประกอบด้วยเหตุผล 2 อัน คือ พักคน และพักรถ ยิ่งช่วงนี้มีข่าว recall หนาหูเหลือเกิน เพราะว่า ถ้าจะขับรวดเดียวถึงแม่ฮ่องสอน ก็เกรงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างไปยืนรอรถมายกบนดอย

รุ่งขึ้นอีกวันก็ขับไปทางปาย



เมื่อถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนแล้ว ที่เหลือต่อมาก็ขึ้นแต่ละดอย ตั้งแต่ ตัวเมือง พระตำหนักปางตอง  บ้านห้วยผึ้ง


ส่วนขากลับนี่ก็ว่ากันยาว ๆ ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ดอยแม่อูคอ ดอยอินทนนท์ ตาก กำแพงเพชร กทม.


ขาไป

ที่ผ่าน ๆ มา ขับรถยนต์ 4 ที่นั่ง ไปแม่ฮ่องสอน แต่คราวนี้ควบเจ้า WildTrak 2.0 Bi-Turbo ไป ช่วงแรก ๆ จนถึงตาก ก็ปกติ จอดพักทุก ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง

จนมาถึงดอยขุนตาล ขณะนั้นเวลาประมาณ 18:00 น. ได้ใช้ระบบอัตโนมัติหลาก ๆ เช่น ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วแบบระยะห่างอัตโนมัติ และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

แรก ๆ ก็เข้าใจว่า ระบบมันก็แค่ทำงานแบบอัตโนมัติให้เอง แต่พอใช้ควบคู่กันไป ก็จะพบว่า การทำงานทั้งระบบนั้นทำงานได้ค่อนข้างดี การขับไม่เมื่อยเหมือนต้องออกแรงแตะคันเร่งเอง และยิ่งพอเปิดระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง พร้อมกับระบบควบคุมความเร็วแบบระยะห่างอัตโนมัติ ก็จะทำให้การขับนั้นยิ่งประหลาดใจมาก เพราะด้วยการควบคุมระยะห่างจากคันข้างหน้า จะทำให้เราสามารถขับได้แบบสนุกสนานยิ่งขึ้น การขับมีสมาธิกับถนนข้างหน้ามากกว่าเดิม

สรุปแบบขาไปก็ผ่านไปด้วยดี

ขาไป (ต่อ)

ภายหลังจากพักที่เชียงใหม่ได้ 1 คืน กับบรรยากาศนอกตัวเมือง ที่มีเสียงธรรมชาติแวดล้อม แล้วก็มาถึงคราวที่ต้องใช้ประสิทธิภาพเต็มที่ของการการขับขี่ กับเจ้าตัว Top ของ ฟอรด์เรนเจอร์ 4x4 Bi-Turbo

เราใช้เส้นทางที่คุ้นเคยคือทางหลวงหมายเลข 1095 เพราะเส้นนี้ขับขี่บ่อยจนเข้าใจการเข้าโค้ง เรียกได้ว่าจะทุกโค้ง

ถ้าเทียบกันกับ มาสด้า 3 ก็ต้องบอกว่าการเข้าโค้งของ WildTrak นั้นไม่สนุกเท่า แต่ที่น่าประทับใจคือ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว EPS และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TSC นั้น ทำให้การขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น เรียกได้ว่าไม่หลุดโค้ง

การขับด้วย Shifter Gear นั้น ก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน

ส่วนการชับ 4H นั้นได้ทดลองบนพื้นที่ถนนลูกรัง เป็นบางช่วง สนุก ครับ

Locking Rear Differential ยังไม่มีโอกาสได้ใช้มากนัก แค่ 4H ก็เอาอยู่แล้ว

ขากลับ

หลังจากทำภาระกิจสำเร็จแล้ว ขากลับนี้ขอแวะไปที่ ดอยแม่อูคอ เพื่อทดลองเส้นทางที่เรียกได้ว่า ขึ้น ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็ ลง ๆ ๆ ๆ 


สำหรับการขับ ผมว่าแรงของ WildTrak นั้นเหลือเฟือมาก ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ ไปได้อย่างดีเยี่ยม

เรื่องจุกจิก

โดยทั่ว ๆ ไปแล้วการขับ WildTrak นั้นเรียกได้ว่าน่าประทับใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลเรื่องจุกจิกเหมือนกัน เช่น ข่าวคราวที่เพิ่งมีออกมา "ปัญหาเรื่องเกียร์ 10 AT"

ปัญหาที่เจอระหว่างการใช้งานในการเดินทาง และรอการนำเข้าตรวจสอบ ก็มีประมาณนี้

  1. เสียง วี๊ด ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ความเร็ว 70 กม/ชม และ 100 กม/ชม ขึ้นไป แรก ๆ ก็นึกว่าเป็น เสียงของยางแต่ถ้าพิจารณาแล้ว ไม่น่าจะใช่ เพราะว่ามันเกิดบริเวณด้านหน้าซ้าย
  2. เสียง วี๊ด แหลมของเทอร์โบ เมื่อใช้งานไปในรอบสูง 2500 รอบขึ้นไป
  3. เสียง ปุ๊ก ๆ ๆ เวลาขึ้นเนินเขา หรือไต่ทางขึ้น แบบช้า ๆ ได้ยินจนรู้สึกว่า มันจะไหวไหม
  4. ระบบนำทาง Navigator ที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย พาวนอยู่บนที่ดอยเดิมมาหลายรอบแล้ว อยากให้ระบบมีความฉลาดมากกว่านี้ (ทนไม่ไหว เลยต้องต่อ Google Map มาใช้)
  5. ระบบการเตือน ที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้งาน เช่น เมื่อจอดด้วยเกียร์ N แล้ว พอกลับมาขับแล้วมันเพื้ยน ๆ 


แต่ก็ยังใหม่ ใหม่ตั้งแต่รถ ศูนย์บริการ และคนใช้งาน เราก็ค่อย ๆ ปรับกันไป ทำไงได้ ก็คงมันรักแล้ว!




No comments:

Post a Comment